หมายเหตุ: สถานการณ์ตัวอย่างในบทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากรูปแบบคำถามที่ครอบครัวคนไทยติดต่อเข้ามาบ่อยที่สุด ไม่ใช่คดีใดคดีหนึ่งของสำนักงานหรือของศาลใดโดยเฉพาะ คำพิพากษาที่อ้างถึงเป็นคำพิพากษาจริงที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และอ้างเฉพาะหลักกฎหมาย

ในคดียาเสพติดที่เกาหลีใต้ คำพิพากษาไม่ได้มีแต่จำนวนปีที่ต้องจำคุก คำพิพากษาเดียวกันนั้นมักสั่ง ริบทรัพย์ และ เรียกคืนมูลค่า ไว้ด้วย และในหลายกรณียังมีโทษปรับควบคู่ไปอีกชั้นหนึ่ง ส่วนนี้ของคำพิพากษาเป็นภาระทางทรัพย์สินที่ไม่หายไปเมื่อพ้นเรือนจำ และไม่หายไปเมื่อเดินทางกลับประเทศไทย

ครอบครัวในไทยส่วนใหญ่ทราบเพียงตัวเลขปีที่ญาติต้องรับโทษ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ถูกบอกทางโทรศัพท์ ส่วนที่เหลือของคำพิพากษาเป็นภาษาเกาหลีทั้งฉบับ และมักถูกอ่านครั้งแรกก็ต่อเมื่อกำหนดเวลาสำคัญผ่านไปแล้ว

สรุปสาระสำคัญ

ยาเสพติด สิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ เงินทุน ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด และเงินที่ได้จากการนั้น ต้องริบ กฎหมายใช้คำว่า “ริบ” ไม่ใช่ “อาจริบ” (มาตรา 67 พ.ร.บ.การจัดการยาเสพติดของเกาหลี)

ถ้าริบตัวทรัพย์ไม่ได้ ศาลจะเรียกคืนมูลค่าของทรัพย์นั้นแทน (มาตรา 67 ประโยคหลัง)

ศาลฎีกาเกาหลีวินิจฉัยว่า การเรียกคืนมูลค่าของยาเสพติด กับการเรียกคืนมูลค่าของเงินที่ได้มา เป็นคนละส่วนกัน สั่งทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำ (คำพิพากษาศาลฎีกา 25 กันยายน 2568 คดีหมายเลข 2025โด6739)

ทรัพย์สินอาจถูกสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ตั้งแต่ก่อนคดีถึงที่สุด ผ่านคำสั่งอายัดเพื่อการริบและคำสั่งอายัดเพื่อการเรียกคืนมูลค่า (มาตรา 33 และมาตรา 52 พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันการค้ายาเสพติดโดยมิชอบ)

ถ้ามีโทษปรับและไม่ชำระ จะถูกกักไว้ทำงานในสถานกักกันแทนค่าปรับได้ตั้งแต่ 1 วันถึง 3 ปี (มาตรา 69 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลี) ซึ่งกระทบทั้งวันที่ได้ออกจริงและเงื่อนไขการพักการลงโทษ

“ตัดสิน 5 ปี” ไม่ใช่คำพิพากษาทั้งฉบับ

คำพิพากษาคดียาเสพติดของศาลเกาหลีประกอบด้วยหลายส่วนที่มีผลทางกฎหมายแยกจากกัน โทษจำคุกเป็นส่วนที่ครอบครัวรับรู้ก่อน แต่ในบรรทัดถัดมามักมีคำสั่งริบทรัพย์ คำสั่งเรียกคืนมูลค่าเป็นจำนวนเงินที่ระบุชัด และในบางฐานความผิดก็มีโทษปรับควบคู่

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ส่วนที่เป็นทรัพย์สินนี้ ไม่ได้จบลงพร้อมกับการพ้นโทษจำคุก เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำนวนเงินที่ศาลสั่งเรียกคืนก็กลายเป็นหนี้ที่รัฐบังคับชำระได้ และไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นผลเมื่อผู้ต้องโทษออกนอกประเทศ

ริบทรัพย์: กฎหมายเขียนว่า “ริบ” ไม่ใช่ “อาจริบ”

มาตรา 67 พระราชบัญญัติการจัดการยาเสพติดของเกาหลี บัญญัติว่า ยาเสพติดและยาเสพติดชั่วคราวที่ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ เงินทุน หรือยานพาหนะ และเงินที่ได้มาจากการกระทำนั้น ให้ริบ โดยมีข้อยกเว้นในประโยคหลังว่า หากไม่อาจริบได้ ให้เรียกคืนมูลค่าของทรัพย์นั้นแทน

ถ้อยคำนี้ต่างจากบทบัญญัติเรื่องริบทรัพย์ทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีอย่างมีนัยสำคัญ มาตรา 48 วรรคหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาใช้คำว่า “อาจริบ” ซึ่งเปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจ แต่มาตรา 67 ของกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ใช้ถ้อยคำแบบนั้น

ขอบเขตของสิ่งที่ถูกริบจึงกว้างกว่าที่หลายคนคาดไว้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวยาเสพติดเท่านั้น แต่รวมถึง “ยานพาหนะ” และ “เงินทุน” ที่ใช้ในการกระทำความผิด ในสถานการณ์ของแรงงานไทยในเกาหลี ประเด็นนี้มักปรากฏในรูปของรถยนต์ โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อ หรือเงินในบัญชีที่ถูกอธิบายว่าเป็นเงินทุนหมุนเวียน

เรียกคืนมูลค่า: สองจำนวนที่บวกกันได้

เมื่อยาเสพติดถูกใช้ไปแล้ว ถูกส่งต่อไปแล้ว หรือไม่อยู่ในสภาพที่ริบได้ ศาลจะสั่งเรียกคืนมูลค่าเป็นจำนวนเงินแทน ตรงนี้เองที่เกิดคำถามซึ่งศาลฎีกาเกาหลีเพิ่งวินิจฉัยไว้ไม่นาน

ในคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 25 กันยายน 2568 คดีหมายเลข 2025โด6739 ศาลวินิจฉัยประเด็นที่ว่า การเรียกคืน “มูลค่าของยาเสพติดที่ใช้ในการกระทำความผิด” และการเรียกคืน “มูลค่าของเงินที่ได้จากการกระทำความผิด” ตามมาตรา 67 ประโยคหลัง จะสั่งพร้อมกันได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าทั้งสองส่วนเป็นคนละสิ่งกัน การสั่งเรียกคืนทั้งสองจำนวนไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำ

ในทางปฏิบัติหมายความว่า จำนวนเงินที่ปรากฏในคำพิพากษาอาจมิใช่จำนวนเดียว และอาจสูงกว่าที่ครอบครัวประเมินไว้จากราคายาเสพติดเพียงอย่างเดียว

ในคำพิพากษาฉบับเดียวกันนั้น ศาลยังวินิจฉัยอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงข้าม กล่าวคือ กรณีที่พนักงานสอบสวนยึดเมทแอมเฟตามีนไว้แล้วนำไปใช้ในการตรวจพิสูจน์จนหมดและทำลายส่วนที่เหลือ ศาลวินิจฉัยว่าไม่อาจเรียกคืนมูลค่าของยาเสพติดส่วนนั้นตามมาตรา 67 ประโยคหลังได้ โดยอ้างแนวเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 คดีหมายเลข 2015โด14878

ข้อวินิจฉัยสองข้อนี้อยู่ในคำพิพากษาฉบับเดียวกัน และชี้ไปในทางตรงกันข้าม นั่นคือเหตุผลว่าทำไมส่วนที่เป็นทรัพย์สินของคำพิพากษาจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกเป็นประเด็นของตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่จะตามมาเองโดยอัตโนมัติจากผลของข้อหาหลัก

ทรัพย์สินถูกอายัดได้ตั้งแต่ก่อนศาลตัดสิน

ครอบครัวจำนวนมากรู้เรื่องนี้ก็ต่อเมื่อพยายามจะขายรถหรือถอนเงินจากบัญชีแล้วทำไม่ได้

พระราชบัญญัติว่าด้วยมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันการค้ายาเสพติดโดยมิชอบของเกาหลี มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลออกคำสั่งอายัดเพื่อการริบทรัพย์ โดยห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นทรัพย์ที่ต้องริบ ทั้งนี้ตามคำร้องของพนักงานอัยการหรือโดยอำนาจของศาลเอง ส่วนมาตรา 52 วรรคหนึ่งให้อำนาจออกคำสั่งอายัดเพื่อการเรียกคืนมูลค่า เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะบังคับตามคำพิพากษาเรียกคืนมูลค่าไม่ได้หรือจะบังคับได้ยากอย่างยิ่ง

คำสั่งเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด กล่าวคือ ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ผิด และขอบเขตของคำสั่งก็มีข้อจำกัดของมันเอง

ในคำสั่งศาลฎีกา วันที่ 28 มิถุนายน 2562 คดีหมายเลข 2018โม3287 ศาลฎีกาเกาหลีวินิจฉัยว่า ตัวยาเสพติดที่ถูกนำมาใช้ในความผิดนั้นไม่ใช่ “รายได้โดยมิชอบ” ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการพิเศษฯ จึงไม่อาจออกคำสั่งอายัดเพื่อการเรียกคืนมูลค่าของตัวยาเสพติดโดยถือว่าเป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามมาตรา 13 ของกฎหมายฉบับนั้นได้ ศาลอธิบายว่ากฎหมายสองฉบับมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ฉบับหนึ่งมุ่งควบคุมตัวยาเสพติด อีกฉบับมุ่งติดตามและเรียกคืนรายได้จากการค้า

ความแตกต่างระดับนี้ไม่ปรากฏในเอกสารที่ครอบครัวได้รับ และไม่ใช่สิ่งที่ประเมินได้จากคำบอกเล่าทางโทรศัพท์

โทษปรับ: ส่วนที่ทำให้ “วันออก” เลื่อนออกไป

นอกจากริบทรัพย์และเรียกคืนมูลค่า กฎหมายยาเสพติดเกาหลียังเปิดให้ลงโทษปรับควบคู่กับโทษจำคุกได้ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ความผิดตามมาตรา 58 และมาตรา 59 อาจลงโทษเพิ่มเป็นการเพิกถอนสิทธิไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100 ล้านวอน ส่วนวรรคสองกำหนดสำหรับความผิดตามมาตรา 60 ถึงมาตรา 64

ตรงนี้มีความแตกต่างทางกฎหมายที่ครอบครัวควรทราบ เพราะผลของการไม่ชำระในสองกรณีไม่เหมือนกัน

ประเภท ฐานกฎหมาย ถ้าไม่ชำระ
โทษปรับ มาตรา 66 พ.ร.บ.การจัดการยาเสพติด กักไว้ทำงานในสถานกักกันแทนค่าปรับ ตั้งแต่ 1 วันถึง 3 ปี (ป.อาญา มาตรา 69 วรรคสอง) และศาลต้องกำหนดระยะเวลานี้ไว้ในคำพิพากษาพร้อมกัน (มาตรา 70 วรรคหนึ่ง)
เรียกคืนมูลค่า มาตรา 67 ประโยคหลัง พ.ร.บ.การจัดการยาเสพติด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 69 และ 70 บัญญัติเรื่องการกักไว้ทำงานแทนไว้เฉพาะกับโทษปรับและค่าปรับเล็กน้อย ส่วนการเรียกคืนมูลค่านั้นบังคับโดยคำสั่งของพนักงานอัยการ และนำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีแพ่งมาใช้บังคับ (ป.วิ.อาญา มาตรา 477 วรรคหนึ่งและวรรคสาม) หรือจะบังคับตามวิธีการยึดทรัพย์ค้างชำระภาษีก็ได้ (วรรคสี่)

ความต่างนี้มีผลจริงสองทาง ทางแรก โทษปรับที่ค้างชำระเปลี่ยนเป็นเวลาที่ต้องอยู่ในสถานกักกันต่อไป และมาตรา 70 วรรคสองยังกำหนดขั้นต่ำของระยะเวลาไว้เมื่อจำนวนค่าปรับสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายระบุ ทางที่สอง จำนวนที่ศาลสั่งเรียกคืนมูลค่าไม่ได้แปลงเป็นเวลากักตัว แต่ยังคงอยู่ในฐานะหนี้ที่รัฐบังคับชำระเอากับทรัพย์สินได้

โทษปรับยังโยงตรงไปที่การพักการลงโทษด้วย ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลี มาตรา 72 วรรคสอง กำหนดว่า หากมีโทษปรับหรือค่าปรับเล็กน้อยควบคู่ไปกับโทษจำคุก ต้องชำระจำนวนนั้นให้ครบถ้วนก่อน จึงจะเข้าเงื่อนไขพิจารณาพักการลงโทษได้ รายละเอียดส่วนนี้อธิบายไว้ใน บทความเรื่องพักการลงโทษในเกาหลี

เหตุใดครอบครัวในไทยจึงเสียเวลาในส่วนนี้บ่อยที่สุด

ประการแรกคือเรื่องภาษาและรูปแบบเอกสาร คำพิพากษา คำสั่งอายัด และหนังสือแจ้งการบังคับชำระ ล้วนจัดทำเป็นภาษาเกาหลี จำนวนเงินที่ศาลสั่งเรียกคืนปรากฏอยู่ในส่วนคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลประกอบซึ่งอ้างถึงบทมาตราหลายฉบับ ไม่ใช่ตัวเลขที่อ่านออกได้ทันทีจากหน้าแรก

ประการที่สองคือกำหนดเวลา ส่วนที่เป็นทรัพย์สินของคำพิพากษาอยู่ภายใต้กำหนดเวลาอุทธรณ์เดียวกันกับส่วนที่เป็นโทษจำคุก เมื่อพ้นกำหนดแล้ว จำนวนเงินนั้นก็ถึงที่สุดไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องมีการแจ้งเตือนแยกต่างหาก

ประการที่สามคือทรัพย์สินมักอยู่คนละประเทศกับผู้ต้องโทษ บัญชีธนาคาร รถยนต์ หรือเงินที่ฝากไว้กับเพื่อนในเกาหลี ตกอยู่ภายใต้คำสั่งของศาลเกาหลี ขณะที่ผู้ที่ต้องตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทยและติดต่อได้เฉพาะทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราว

สำนักงานของเรา

สำนักงานกฎหมายยอแฮรับว่าความคดีอาญาของชาวต่างชาติในเกาหลี รวมถึงคดีที่มีการสั่งริบทรัพย์และเรียกคืนมูลค่าควบคู่กับข้อหาหลัก เราสามารถตรวจสอบว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีของท่านระบุอะไรไว้บ้าง ส่วนใดถึงที่สุดแล้ว และส่วนใดยังอยู่ในกำหนดเวลา รายละเอียดเกี่ยวกับการต่อสู้คดียาเสพติดของชาวต่างชาติในเกาหลีอยู่ที่ หน้าคดียาเสพติดสำหรับชาวต่างชาติ

สำนักงานไม่ประกาศอัตราค่าบริการเป็นตารางสำเร็จรูป เพราะปริมาณงานในคดีลักษณะนี้ต่างกันมากตามจำนวนข้อหา จำนวนทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่คดีเดินไปถึงแล้ว การประเมินจึงทำหลังจากทราบเอกสารจริง

คำถามที่พบบ่อย

พ้นโทษจำคุกและเดินทางกลับไทยแล้ว จำนวนเงินที่ศาลสั่งเรียกคืนยังมีผลอยู่หรือไม่

คำพิพากษาส่วนที่สั่งเรียกคืนมูลค่าเป็นคนละส่วนกับโทษจำคุก และไม่ได้สิ้นผลลงเพราะการพ้นโทษหรือการเดินทางออกนอกประเทศ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกาหลี มาตรา 477 วรรคหนึ่ง กำหนดให้พนักงานอัยการเป็นผู้สั่งบังคับ และวรรคสองกำหนดว่าคำสั่งนั้นมีผลเช่นเดียวกับหนี้ตามคำพิพากษาที่บังคับได้ ทั้งนี้การบังคับจริงจะทำได้เพียงใดขึ้นอยู่กับว่ามีทรัพย์สินอยู่ที่ใด

ศาลสั่งเรียกคืนมูลค่าทั้งของยาเสพติดและของเงินที่ได้มาพร้อมกันได้หรือไม่

ได้ ศาลฎีกาเกาหลีวินิจฉัยในคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน 2568 คดีหมายเลข 2025โด6739 ว่า การเรียกคืนมูลค่าของยาเสพติดที่ใช้ในการกระทำความผิด กับการเรียกคืนมูลค่าของเงินที่ได้จากการกระทำความผิดตามมาตรา 67 ประโยคหลัง เป็นคนละส่วนกัน การสั่งทั้งสองจำนวนจึงไม่เป็นการลงโทษซ้ำ

ถ้าตำรวจยึดยาเสพติดไว้ได้ทั้งหมด ยังต้องถูกเรียกคืนมูลค่าอีกหรือไม่

มาตรา 67 กำหนดให้เรียกคืนมูลค่าเฉพาะกรณีที่ไม่อาจริบตัวทรัพย์ได้ ในคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน 2568 คดีหมายเลข 2025โด6739 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมทแอมเฟตามีนที่พนักงานสอบสวนยึดไว้แล้วนำไปใช้ในการตรวจพิสูจน์และทำลายไปนั้น ไม่อาจเรียกคืนมูลค่าตามประโยคหลังของมาตราดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ผลในแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ใดถูกยึดไว้ ในสภาพใด และมีการสั่งเรียกคืนในฐานใด

ปรึกษาเป็นภาษาไทย

หากท่านมีคำพิพากษาหรือหนังสือจากศาลเกาหลีอยู่ในมือแต่อ่านไม่ออกว่าสั่งอะไรไว้บ้าง หรือทราบว่าบัญชีและทรัพย์สินของญาติถูกอายัด สำนักงานสามารถตรวจสอบและอธิบายให้ทราบว่าส่วนใดถึงที่สุดแล้ว และส่วนใดยังเหลือเวลาอยู่

LINE (ภาษาไทย): @243hjkda

อีเมล: info@leesunsin.com


บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายอาญาและกฎหมายยาเสพติดของเกาหลี ณ วันที่เผยแพร่ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะราย

ทนายความ คิม พย็อง-โฮ (Kim Pyoung-ho)
ทนายความ คิม พย็อง-โฮ (Kim Pyoung-ho)
เนติบัณฑิตยสภาเกาหลี · สถาบันฝึกอบรมตุลาการ รุ่นที่ 43 · รางวัลทนายความดีเด่นปี 2021 · ดูแลคดีสะสมกว่า 500 คดีตั้งแต่ปี 2014