หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่จากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาจริงของศาลฎีกาเกาหลี โดยดัดแปลงตัวละครและรายละเอียดบางส่วน ไม่ใช่คดีที่สำนักงานรับผิดชอบ และไม่ใช่การรับประกันผลของคดีใดคดีหนึ่ง
ในเกาหลี ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลัง (강제추행) เกิดขึ้นได้แม้ไม่ได้ใช้กำลังรุนแรง และแม้ผู้เสียหายจะนิ่งเฉยไม่ได้ขัดขืนในขณะนั้น ศาลฎีกาเกาหลีวางหลักไว้ชัดเจนว่า การสัมผัสร่างกายที่ขัดต่อความประสงค์ของอีกฝ่ายอาจถือเป็นทั้ง “การใช้กำลัง” และ “การกระทำอนาจาร” ในคราวเดียวกัน ความผิดนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 15 ล้านวอน (ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลี มาตรา 298) และไม่ใช่ความผิดที่ยอมความได้ การตกลงกับผู้เสียหายจึงไม่ได้ทำให้คดีสิ้นสุดลงเอง ยิ่งไปกว่านั้น ผลของคดีไม่ได้จบที่โทษอาญา แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงการขึ้นทะเบียนข้อมูลผู้กระทำความผิดทางเพศ และสถานะการพำนักในเกาหลีด้วย
สรุปสาระสำคัญ
การสัมผัสร่างกายโดยไม่สมัครใจ เช่น ลูบต้นขา อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานกระทำอนาจารได้ โดยไม่ต้องถึงขั้นทำให้ผู้เสียหายขัดขืนไม่ได้
การที่ผู้เสียหาย “นิ่งเฉย” ไม่ได้แปลว่ายินยอม — ศาลฎีกาเกาหลีวินิจฉัยว่าปฏิกิริยาของผู้เสียหายย่อมแตกต่างกันไปตามสถานการณ์
ความผิดฐานนี้ยอมความไม่ได้ การตกลงกับผู้เสียหายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่อัยการและศาลอาจนำมาพิจารณา
หากคำพิพากษาหรือคำสั่งลงโทษปรับโดยย่อถึงที่สุด ผู้นั้นอาจต้องขึ้นทะเบียนข้อมูลผู้กระทำความผิดทางเพศ แม้เป็นเพียงโทษปรับ
ผลต่อวีซ่าและการเนรเทศเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ความเสี่ยงมีอยู่จริง
คืนงานเลี้ยงที่คาราโอเกะ
คุณสมชาย (นามสมมติ) เป็นผู้บริหารบริษัทขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเกาหลี คืนหนึ่งเขาพาพนักงานไปเลี้ยงฉลองที่ห้องคาราโอเกะหลังเลิกงาน ซึ่งเป็นวัฒนธรรม “회식” ที่คนทำงานในเกาหลีคุ้นเคยกันดี
ระหว่างงานเลี้ยง เขาเรียกพนักงานหญิงอายุยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ แล้วกระซิบว่า “ทำงานหนักไหม มีอะไรลำบากใจก็บอกนะ” จากนั้นก็หอมแก้มเธอโดยไม่ทันตั้งตัว เธอพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ค่ะ” แต่เขากลับพูดต่อว่า “ไม่เป็นไรหรอก มีอะไรก็บอกได้ ผมช่วยได้ทุกเรื่อง” พร้อมกับใช้มือลูบต้นขาของเธอ เธอไม่ได้ลุกหนีหรือโวยวาย เพียงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
หลายสัปดาห์ต่อมา คุณสมชายได้รับหมายเรียกจากตำรวจ เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด “ผมไม่ได้ใช้กำลังอะไรเลย เธอก็ไม่ได้ขัดขืน ถ้าไม่พอใจจริงทำไมไม่ลุกหนีไป”
ข้อโต้แย้งนี้ฟังดูมีเหตุผลสำหรับคนจำนวนมาก และในคดีจริง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็เคยพิพากษายกฟ้องทั้งหมด แต่ศาลฎีกาเกาหลีเห็นต่าง
ศาลฎีกาเกาหลีตอบว่าอย่างไร
ในคดีที่เป็นต้นเรื่องของเรื่องเล่านี้ ศาลฎีกาเกาหลี คำพิพากษาลงวันที่ 26 มีนาคม 2020 คดีหมายเลข 2019도15994 ได้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนของการลูบต้นขา และส่งคดีกลับไปพิจารณาใหม่ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้
ประการแรก การใช้กำลังไม่จำเป็นต้องรุนแรง ในกรณีที่การใช้กำลังกับการกระทำอนาจารเกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว ที่เรียกว่า “การกระทำอนาจารแบบฉับพลัน” (기습추행) ศาลถือว่าไม่จำเป็นต้องเป็นกำลังถึงขนาดกดข่มเจตนาของผู้เสียหาย เพียงเป็นการใช้แรงกายภาพที่ขัดต่อความประสงค์ของผู้เสียหาย ก็เข้าองค์ประกอบได้ ไม่ว่าแรงนั้นจะมากหรือน้อย
ประการที่สอง การนิ่งเฉยของผู้เสียหายไม่ได้ลบล้างความผิด ศาลชั้นล่างให้น้ำหนักกับการที่ผู้เสียหายไม่ได้ประท้วงหรือขัดขืนทันที แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ปฏิกิริยาของผู้เสียหายในคดีความผิดทางเพศย่อมแตกต่างกันไปตามนิสัย ความสัมพันธ์กับผู้กระทำ และสถานการณ์เฉพาะ ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้จึงไม่เพียงพอที่จะปฏิเสธความผิด
ประการที่สาม การจะถือว่าเป็น “อนาจาร” หรือไม่ พิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น เจตนาของผู้เสียหาย เพศ อายุ ความสัมพันธ์เดิมระหว่างกัน ความเป็นมาของเหตุการณ์ ลักษณะการกระทำ สภาพแวดล้อม และศีลธรรมทางเพศของสังคมในยุคนั้น ไม่ใช่ดูจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ต่อมา ศาลฎีกาเกาหลีในองค์คณะใหญ่ (คำพิพากษาลงวันที่ 21 กันยายน 2023 คดีหมายเลข 2018도13877) ได้กลับแนวคำพิพากษาเดิม โดยวินิจฉัยว่า แม้ในกรณีที่ใช้กำลังหรือขู่เข็ญก่อนแล้วจึงกระทำอนาจาร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกำลังถึงขนาดที่ทำให้ผู้เสียหายขัดขืนได้ยากอีกต่อไป เพียงเป็นการใช้แรงกายภาพที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อร่างกายของอีกฝ่าย หรือการขู่ที่โดยทั่วไปทำให้เกิดความหวาดกลัว ก็เพียงพอ แนวคำพิพากษานี้ทำให้ขอบเขตของความผิดฐานกระทำอนาจารในเกาหลีกว้างขึ้นกว่าที่หลายคนเข้าใจ
คำพิพากษานี้มีความหมายอย่างไรต่อคนไทยที่ถูกกล่าวหา
คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำงานในเกาหลีคุ้นเคยกับบรรยากาศงานเลี้ยง การดื่ม และการหยอกล้อที่ “ไม่ได้คิดอะไร” แต่มาตรฐานทางกฎหมายของเกาหลีในวันนี้ไม่ได้ถามว่าผู้กระทำ “ตั้งใจแรงแค่ไหน” หรือผู้เสียหาย “ขัดขืนหรือไม่” เป็นหลัก คำถามหลักคือ การสัมผัสนั้นขัดต่อความประสงค์ของอีกฝ่ายหรือไม่
ในทางกลับกัน หลักเดียวกันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกการสัมผัสจะเป็นความผิดเสมอ ศาลยังต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นขัดต่อความประสงค์จริงหรือไม่ คำให้การของผู้เสียหายน่าเชื่อถือเพียงใด และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบกัน ข้อเท็จจริงเล็ก ๆ เช่น ใครนั่งตรงไหน ใครเห็นอะไร หรือข้อความที่ส่งถึงกันก่อนและหลังเหตุการณ์ อาจทำให้ภาพของคดีเปลี่ยนไปได้มาก สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาพของคดีมักถูกกำหนดตั้งแต่ชั้นสอบสวน ก่อนที่เรื่องจะไปถึงศาลเสียอีก
เมื่อตำรวจส่งสำนวนให้อัยการแล้ว และมีการเรียกเงินยอมความ
ครอบครัวในไทยมักได้รับข่าวในช่วงที่ตำรวจสอบสวนเสร็จและส่งสำนวนคดีไปยังอัยการแล้ว ในจังหวะนี้ ฝ่ายผู้เสียหายอาจติดต่อมาพร้อมข้อเรียกร้องเรื่องเงินยอมความ ซึ่งเป็นช่วงที่การตัดสินใจผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด
ผู้ที่คุ้นเคยกับกฎหมายไทยอาจเข้าใจว่าคดีอนาจารเป็นเรื่องที่ “จ่ายแล้วจบ” แต่ในเกาหลี ความผิดทางเพศที่เคยเป็นความผิดต่อส่วนตัวได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2013 (มาตรา 306 ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีถูกยกเลิก) ปัจจุบันความผิดฐานกระทำอนาจารจึงไม่ใช่ความผิดที่ยอมความได้ แม้ตกลงกันได้ อัยการก็ยังสามารถดำเนินคดีต่อได้ การตกลงกับผู้เสียหายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่อาจถูกนำมาพิจารณาในการสั่งคดีหรือกำหนดโทษ
อีกด้านหนึ่ง การที่ครอบครัวหรือคนรู้จักติดต่อผู้เสียหายโดยตรงด้วยความร้อนใจ อาจถูกมองว่าเป็นการกดดันผู้เสียหาย และสร้างปัญหาทางกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาได้ ส่วนจำนวนเงินที่ถูกเรียกนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ควรตอบสนองเมื่อใดและอย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี สิ่งที่ผู้ต้องหาให้การไปแล้ว และท่าทีของพนักงานสอบสวนและอัยการ ซึ่งต้องประเมินเป็นรายกรณี
ผลที่ตามมานอกเหนือจากโทษอาญา
| ประเด็น | หลักกฎหมายเกาหลี | สิ่งที่ควรรู้ |
|---|---|---|
| โทษอาญา | ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 | จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 15 ล้านวอน |
| การขึ้นทะเบียนข้อมูลผู้กระทำความผิดทางเพศ | พ.ร.บ.พิเศษว่าด้วยการลงโทษอาชญากรรมทางเพศ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง | ผู้ที่คำพิพากษาลงโทษหรือคำสั่งลงโทษปรับโดยย่อในความผิดฐานนี้ถึงที่สุด จะเป็นผู้ต้องขึ้นทะเบียน แม้เป็นเพียงโทษปรับ |
| การห้ามออกนอกประเทศระหว่างคดี | พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 29 | ชาวต่างชาติที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดีอาจถูกระงับการออกนอกประเทศได้ |
| การเนรเทศ | พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 46 วรรคหนึ่ง (13) | ผู้ที่ถูกพิพากษาให้รับโทษตั้งแต่ขั้นกักขัง (금고) ขึ้นไปแล้วได้รับการปล่อยตัว อาจถูกเนรเทศได้ — เป็นดุลพินิจ ไม่ใช่ผลอัตโนมัติ |
| การห้ามเข้าประเทศ | พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 11 วรรคหนึ่ง | ผู้ที่ถูกสั่งเนรเทศและออกจากประเทศไปแล้วยังไม่ครบ 5 ปี หรือผู้ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจกระทบความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม อาจถูกห้ามเข้าประเทศได้ |
แม้ในกรณีที่ได้รับโทษเพียงปรับและไม่เข้าเงื่อนไขการเนรเทศตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง (13) ประวัติความผิดทางเพศก็อาจถูกนำมาพิจารณาในการต่ออายุวีซ่าหรือเปลี่ยนประเภทวีซ่าในอนาคตได้ ผลที่ออกมาจริงขึ้นอยู่กับฐานความผิด โทษที่ได้รับ ประเภทวีซ่า และความผูกพันกับชีวิตในเกาหลี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะพิจารณาเป็นรายกรณี สำหรับครอบครัวที่มีคู่สมรสหรือบุตรอยู่ในเกาหลี เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่คดีอาญาคดีเดียว แต่เป็นเรื่องของอนาคตทั้งครอบครัว
ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับคดีความผิดทางเพศในเกาหลี ทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายผู้เสียหาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คดีความผิดทางเพศในเกาหลี — ทนายความภาษาไทย และหากผู้ถูกกล่าวหาถูกควบคุมตัวอยู่ โปรดดู การขอประกันตัวในเกาหลี
Key Takeaways
“เธอไม่ได้ขัดขืน” และ “ผมไม่ได้ใช้กำลัง” ไม่ใช่ข้อต่อสู้ที่ศาลเกาหลีรับฟังโดยอัตโนมัติ
ความผิดฐานกระทำอนาจารยอมความไม่ได้ เงินยอมความไม่ได้ทำให้คดีจบเอง
แม้โทษปรับก็อาจนำไปสู่การขึ้นทะเบียนข้อมูลผู้กระทำความผิดทางเพศ
ผลต่อวีซ่าเป็นดุลพินิจ แต่ภาพของคดีที่ถูกกำหนดในชั้นสอบสวนจะส่งผลต่อทุกขั้นตอนหลังจากนั้น
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าผู้เสียหายไม่ได้ขัดขืนในตอนนั้น ยังถือเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารในเกาหลีหรือไม่
อาจเป็นความผิดได้ ศาลฎีกาเกาหลีวินิจฉัยว่า หากเป็นการใช้แรงกายภาพที่ขัดต่อความประสงค์ของผู้เสียหาย ไม่ว่าแรงนั้นจะมากหรือน้อย ก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิดได้ และการที่ผู้เสียหายนิ่งเฉยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะปฏิเสธความผิด เพราะปฏิกิริยาของผู้เสียหายย่อมแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ศาลยังต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างประกอบกันเป็นรายคดี
ถ้ายอมความกับผู้เสียหายได้แล้ว คดีอนาจารในเกาหลีจะจบหรือไม่
ไม่จบโดยอัตโนมัติ ความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 298 ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีไม่ใช่ความผิดที่ยอมความได้ อัยการยังสามารถดำเนินคดีต่อได้แม้จะมีการตกลงกันแล้ว การตกลงกับผู้เสียหายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่อาจถูกนำมาพิจารณาในการสั่งคดีหรือกำหนดโทษ
ถ้าถูกลงโทษในคดีอนาจาร จะถูกเนรเทศกลับไทยหรือไม่
ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่มีความเสี่ยงจริง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองเกาหลี มาตรา 46 วรรคหนึ่ง (13) กำหนดว่าผู้ที่ถูกพิพากษาให้รับโทษตั้งแต่ขั้นกักขังขึ้นไปแล้วได้รับการปล่อยตัว อาจถูกเนรเทศได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แม้เป็นเพียงโทษปรับ ประวัติความผิดก็อาจถูกนำมาพิจารณาในการต่ออายุหรือเปลี่ยนประเภทวีซ่าได้ ผลจริงขึ้นอยู่กับฐานความผิด โทษ ประเภทวีซ่า และความผูกพันกับชีวิตในเกาหลี
หากคนในครอบครัวของท่านถูกกล่าวหาในคดีความผิดทางเพศในเกาหลี โดยเฉพาะเมื่อคดีถูกส่งให้อัยการแล้ว หรือมีการเรียกเงินยอมความเข้ามา การประเมินจากเอกสารและข้อเท็จจริงจริงของคดีตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้มีทางเลือกมากขึ้น สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นเป็นภาษาไทยได้ทาง LINE
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายเกาหลีตามที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะ
สำนักงานกฎหมายยอแฮ — ให้คำปรึกษากฎหมายแก่ชาวต่างชาติในเกาหลี
